CodeBlocks ขึ้น Can’t find compiler

ใครที่ลง CodeBlocks แล้วหลังจากเปิดโปรแกรมแล้วมีขึ้น warning แบบนี้บาง
Environment error
Can’t find compiler executable in your configured search path’s for GNU GCC Complier.

สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะเพื่อนไม่ได้ติดตั้ง MinGW หรืออาจจะติดตั้งแล้วแต่ไม่ได้ ตั้ง Path นั้นเอง
สามารถตรวจสอบได้โดยการพิมพ์ command line

gcc –version
'gcc' is not recognized as an internal or external command,
operable program or batch file.

วิธีแก้ไข ก่อนอื่นให้แน่ใจว่าเรา Dowload CodeBlocks ที่มี MinGW มาด้วย โดย Download ที่ https://www.codeblocks.org/downloads/binaries/

ให้เลือกที่มีเขียนว่า mingw หรือ mingw-32bit สำหรับคนที่ใช้เครื่อง 32 bit

หลังจากโหลดมาแล้วก็ตอนที่ติดตั้งให้ เลือกติ๊กถูกที่ MinGW Complier Suite ด้วย

ทำการกำหนด Path ของ compiler โดยไปที่ My com เลือก properties > Advance System settings > แถบ Advanced > เลือก Environment variables

เลือกไปที่ New ในส่วนของ System variables แล้วเลือกไปที่ Path ทำการ Edit

กดไปที่ New แล้วใส่ Path ของ Complier ลงไป โดยปกติจะเป็น C:\Program Files\CodeBlocks\MinGW\bin

สามารถทดลองเช็คได้โดยเปิด Command line เช็คเหมือนเดิม พิมพ์ gcc –version จะต้องขึ้น MinGW version แสดงขึ้นมา

gcc --version
gcc (x86_64-posix-seh-rev0, Built by MinGW-W64 project) 8.1.0
Copyright (C) 2018 Free Software Foundation, Inc.
This is free software; see the source for copying conditions.  There is NO
warranty; not even for MERCHANTABILITY or FITNESS FOR A PARTICULAR PURPOSE.

ทำตามขั้นตอนแค่นี้ก็จะสามารถใช้งาน CodeBlocks ได้แล้วโดยตัว CodeBlocks จะทำการเรียก complier MinGW โดยอัตโนมัติ

วิธีลบภาพพื้นหลังแบบง่ายๆ

ถ้าเราจะลบภาพพื้นหลังออกจะมีวิธีลบภาพพื้นหลังแบบง่ายๆไหมนะ บทความนี้มีคำตอบจ้า
ปกติถ้าเราจะลบภาพพื้นหลัง background ออกไป เขาจะเรียกว่า การทำไดคัท (Dicut) หรือการเอาฉากหลังออก เพื่อนๆก็จะคิดถึงการใช้โปรแกรม Photoshop หรือการไปจ้างคนมานั่งตัดต่อให้เรา ซึ่งมันคงจะยุ่งวุ่นวายมากๆ


ในบทความนี้เราก็จะขอแนะนำเว็บไซท์ที่มีชื่อว่า https://www.remove.bg/
โดยอันดับแรกให้เปิดไปที่เว็บ แล้วเลือกไปที่ Upload Image ทำการอัพโหลดรูปของเราเข้าไป

รอสักพักแล้วเราก็จะเห็นว่ารูปของเราได้ถูกทำการ dicut เสร็จเรียบร้อยแล้ว

จากรูปกดที่แถบ Original จะเห็นรูปของเราที่ก่อนทำการ Dicut หรือก่อนการเอาฉากหลังออก จะเห็นว่ามีภาพพื้นหลังอยู่

พอกดที่แถบ Removed Background ก็จะเห็นรูปของเราที่ทำการ Dicut หรือเอาการเอาฉากหลังออกเรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าไม่มีภาพพื้นหลังอยู่แล้ว

จะเห็นว่าเราใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็จะการทำไดคัท (Dicut) หรือการเอาฉากหลังออกได้แบบง่ายๆโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไรเลยง่ายๆมากๆ ลองเอาไปใช้งานกันดูนะ

โปรแกรมเปิดดูรูปดีๆฟรีๆที่อยากแนะนำ FastStone Image Viewer

แนะนำโปรแกรม สำหรับดูรูป ดูอัลบัม ที่สำคัญเลยคือฟรีและดีมาก นั้นก็คือโปรแกรม FastStone Image Viewer
บางคนที่ใช้โปรแกรมดูรูปที่ติดมากับ windows แล้วบางทีก็ใช้งานโหลดรูปได้ช้า หรือทำงานติดๆขัดๆ อยากได้โปรแกรมดูรูปที่ใช้งานได้ดีๆ ก็ขอแนะนำโปรแกรมนี้เลย FastStone Image Viewer เป็น Freeware นะ
สามารถ Download ได้ที่ https://www.faststone.org/FSIVDownload.htm


เลือกโหลดได้เลย แบบ exe ก็สามารถเลือกได้ หรือจะเอาไปใช้งานแบบไม่ติดตั้ง portable ก็เลือกได้เช่นกัน
เมื่อลงโปรแกรมแล้วสามารถเลือกดูรูปภาพตาม Folder ได้


เปลี่ยนเป็น Dark theme ก็ได้เช่นกัน

วิธีใช้งานโปรแกรม Anydesk แบบง่ายๆภายในไม่กี่นาที

ขอย้ายค่ายมาใช้งานโปรแกรม Remote PC ที่ชื่อว่า AnyDesk กันหน่อย ซึ่งวิธีใช้งานโปรแกรม AnyDesk นั้นก็ง่ายๆมาเริ่มกันเลย


ก่อนอื่นก็ไปที่เว็บ AnyDesk ไป Download โปรแกรมมาก่อนที่ https://anydesk.com/en/downloads ซึ่งก็มีให้เราเลือก Version หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Windows, MacOS, Android, Linux, Raspberry Pi หรือแม้แต่ Chrome OS ก็ยังมีเรียกได้ว่าครบเครื่องจริงๆ


ทำการติดตั้งให้เสร็จเรียบร้อย เปิดมาก็จะเห็นหน้าตาโปรแกรมแบบนี้ โดยในช่อง This Desk จะเป็นหมายเลขของเครื่องเรา ส่วน Remote Desk ก็จะเป็นช่องว่างๆให้เราใส่เลขหมายเลขเครื่องที่เราต้องการจะ Remote


โดยขั้นตอนแรกก็ให้เราเข้าไป Setting ก่อนโดยเข้าไปที่เจ้า hamburger menu ด้านซ้ายมือบน

ทำการตั้งรหัสของเครื่องเรา โดยไปที่ Security เลือก Set password for unattended access.


สำหรับใครที่ต้องการให้ Remote เครื่องทำงานได้ไวๆ (แต่จะลดความสวยงามความละเอียดของภาพลงนะ) ก็สามารถตั้งค่าได้ที่ Display แล้วเลือก Best reaction time


แค่นี้ก็เป็นอันจบพิธีการ สามารถใช้งาน AnyDesk โดยให้หมายเลขของเครื่องเรา แล้วก็ Password ให้กับคนที่จะ Remote มาเข้าเครื่องเราได้ โดยคนที่จะ Remote ก็กรอกหมายเลขเครื่องตรง Remote Desk แล้วกด Connect ก็จะสามารถ Remote ได้แล้ว

วิธีตั้งให้เปิดโปรแกรมที่เรากำหนดแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเครื่องใหม่

เราสามารถตั้งให้เปิดโปรแกรมแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ได้ (Windows 10) ทำได้ตามขั้นตอนนี้ดังนี้เลย

ให้เราเปิด Run command ขึ้นมาก่อน โดยไปที่ Start แล้วพิมพ์ run

พิมพ์คำสั่ง shell:startup ลงไปแล้วกด OK

ให้เราไป copy Shortcut โปรแกรมที่เราจะให้เปิดโปรแกรมแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ วางลงไปใน Folder Startup นี้ (สามารถวางได้หลาย Shortcut หลายโปรแกรม)

ในตัวอย่างก็จะเห็นว่า เราเอา Shortcut ของโปรแกรม AnyDesk ลงไปวางลงไปใน Folder Startup เพียงเท่านี้เวลาเราเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ โปรแกรม AnyDesk ก็จะถูกเปิดขึ้นมาแบบอัตโนมัติทุกๆครั้ง

เปรียบเทียบมิเตอร์วัดไฟฟ้าชนิดต่างๆแบบเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพ

เรามาเปรียบเทียบ Meter วัดไฟฟ้าชนิดต่างๆแบบเข้าใจง่ายๆทำให้หลายคนน่าจะมองเห็นภาพได้ง่ายแล้วก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก


Mechanical meter (มิเตอร์จานหมุน) = Dial telephone โทรศัพท์มือหมุนแบบคลาสสิค
เมื่อเราพูดถึง Mechanical meter เราจะคิดถึงโทรศัพท์มือหมุนแบบคลาสสิค รุ่นเก่า ที่จะต้องมีกลไกการเคลื่อนไหวของ Mechanical ชิ้นส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับมิเตอร์จานหมุน


Electronic meter (มิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์) = Feature phone
ถัดมาเป็นมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นมา ไม่มีชิ้นส่วนใดที่เคลื่อนไหว มีการใช้เซ็นเซอร์ มีหน่วยประมวลผล MCU มีหน้าจอแสดงผล LCD ทำหน้าที่วัดพลังงานและบันทึกค่าพลังงานต่างๆลงไปใน memory ที่อยู่ในตัวมิเตอร์ ทำให้เรานึกถึง มือถือ Feature phone


Smart meter (มิเตอร์อัจฉริยะ) = Smart Phone
มิเตอร์อัจฉริยะ เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก มิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่ได้เพิ่มเติมขึ้นนอกจากวัดพลังงาน ยังสามารถตรวจวัดค่าต่างๆได้มากมายเช่น Harmonic, Power Quality หรือ การตรวจจับการโกง การเติมเงินแบบ Prepayment ต่างๆเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้าน Network ที่เพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น RF, RF MESH, 3G, 4G, NB-IOT หรือ PLC ในมิเตอร์บางตัวอาจจะมีความสามารถในการ Upgrade Firmware ได้เพื่อเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆเข้าไปได้อีกด้วย ทำให้ตัวมิเตอร์อัจฉริยะ มีความสามารถหลากหลายเปรียบเสมือน Smart Phone

จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำในประเทศไทย

จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ(จำนวนนักโทษที่ติดคุก)ในประเทศไทย

ข้อมูลสถิติจำนวนผู้ต้องขัง ปี 2553 – 2564 โดยในปี 2564 โดยมีจำนวนผู้ต้องขังจำนวน 311,540 คน


ข้อมูลแบ่งจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดแบ่งตามประเภทต่างๆเช่น เพศ โทษต่างๆ โดยในปี 2564 แบ่งเป็นเพศชาย 274,508 คน, เพศหญิง 37,030 คน

(หมายเหตุเป็นข้อมูลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่นี้ http://www.correct.go.th/stathomepage/)


สถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศหรือจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำในประเทศไทยโดยแบ่งตามแต่ละเขต

(หมายเหตุเป็นข้อมูลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่นี้ http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_index.php)

C/C++ Advanced Lint Extension ที่ต้องมีสำหรับคนเขียนโปรแกรม C/C++

บทความนี้จะมาแนะนำ Extension ที่สำหรับคนเขียนโปรแกรม C/C++ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีติดไว้ใน Vs code นั้นก็คือ C/C++ Advanced Lint โดยเจ้า C/C++ Advanced Lint ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวตรวจสอบข้อผิดพลาดในการเขียน Code ของเรา หรือการเขียนที่มีโอกาสที่จะเกิด Bug โดยทุกครั้งที่เราเขียน Code หรือทุกครั้งที่เรา save ไฟล์ C/C++ Advanced Lint จะสั่งให้ Static analysis ตรวจสอบ Code โดยอัตโนมัติ โดยรองรับ Static analysis ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cppcheck, Clang, หรือ FlexeLint

มาดูวิธีการติดตั้งและใช้งานกันดีกว่า ในที่นี้จะยกตัวอย่างการใช้งาน C/C++ Advanced Lint ร่วมกับ Cppcheck

โดยลง Extension ที่มีชื่อว่า C/C++ Advanced Lint

สำหรับการใช้งาน ก่อนอื่นให้เราลง Cppcheck สามารถทำตามบทความนี้ได้เลยถ้าใครไม่เคยลง แนะนำโปรแกรม Cppcheck

หลังจากลงเสร็จแล้วก็ Restart แล้วอย่าลืมทดลองใช้ command cppcheck –version ถ้าขึ้นเวอร์ชั่นก็ถือว่าติดตั้งได้สำเร็จ

หลังจากนั้นก็จากนั้นก็เข้ามา Setting C/C++ Advanced Lint Extension โดยเลือก Enable Cppcheck และ Cppcheck Executable เลือก cppcheck

ส่วน Language ก็เลือกตามที่เราใช้งาน ในที่นี้เลือกเป็น C และเราอยากจะให้ Lint ทำการเช็ค Code เราตอนไหน สามารถเลือกได้ระหว่าง หลังจากเรากด Save ไฟล์ก็เลือก onSave หรือ จะให้ตรวจสอบไปเรื่อยๆขณะพิมพ์ก็เลือกเป็น onType

พอตอนเราใช้งานจริงก็จะขึ้นดังรูปให้เราดูตรง tab ที่เขียนว่า PROBLEMS ก็จะเห็นว่ามีการแจ้งเตื่อน และ warning ขึ้นมาดังรูป ทำให้การเขียน code ของเราสามารถตรวจเจอ Bug ได้เร็วและไม่มีปัญหาต่อไปภายหลัง เรียกได้ว่า เจอ Bug ตั้งแต่เนิ่นๆกันเลยทีเดียว

วิธีรวมไฟล์ pdf หลายๆไฟล์เป็นไฟล์เดียวกัน

สำหรับใครที่กำลังหาวิธีรวมไฟล์ pdf หลายๆไฟล์ให้กลายเป็นไฟล์เดียวกัน บทความนี้มีวิธีทำ มาทำตามกันเลย

โดยการรวมไฟล์ pdf หลายๆไฟล์ให้กลายเป็นไฟล์เดียวกันนี้เราจะใช้โปรแกรมที่มีชื่อว่า PDFill PDF Tools
ถ้าใครไม่มีโปรแกรมก็ก่อนอื่นให้เราโหลดโปรแกรม PDFill PDF Tools ได้ที่
https://www.pdfill.com/download.html

สมมติว่ามีไฟล์ pdf อยู่ 2 ไฟล์ ดังรูปจะรวมเป็น 1 ไฟล์

ทำการเปิดโปรแกรม PDFill PDF Tools แล้วเลือก หมายเลข 1 Merge PDF Filess

แล้วเลือก Add a PDF File

เราสามารถเรียงลำดับก่อนหลังได้โดยเลือก Move Up หรือ Move Down อยากจะให้เรียงตามตัวอักษรก็ได้โดยเลือกที่ Sort หากเลือกผิดไฟล์ก็สามารถเลือก Remove เพื่อลบออกได้ พอเลือกเสร็จก็กด Save AS เป็นไฟล์รวมที่เราอยากได้ ไฟล์ทั้งหมดก็จะรวมเป็นไฟล์ pdf 1 ไฟล์ตามเราเราเลือกแล้วจ้า