สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทผลไม้ในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทผลไม้ในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้า ชื่อสินค้าภาษาอังกฤษ จังหวัด
ส้มโอนครชัยศรี Nakhonchaisri Pomelo นครปฐม
ส้มขาวแตงกวาชัยนาท Chainat Khaotangkwa Pomelo ชัยนาท
ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม Samutsongkhram Khaoyai Pomelo สมุทรสงคราม
ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง Pakpanang Tabtim Siam Pomelo นครศรีธรรมราช
ส้มโอปูโกยะรัง Yarang Puko Pomelo ปัตตานี
ส้มโอท่าขอยเมืองพิจิตร Pomelo Thakhoi Mueang Phichit พิจิตร
สับปะรดศรีราชา Sriracha Pineapple ชลบุรี
สับปะรดภูแลเชียงราย Chiang Rai Phulae Pineapple เชียงราย
สับปะรดนางแล Nanglae Pineapple เชียงราย
สับปะรดภูเก็ต Phuket Pineapple ภูเก็ต
สับปะรดห้วยมุ่น Pineapple Hauymon อุตรดิตถ์
สับปะรดท่าอุเทน Tha Uthen Pineapple นครพนม
สับปะรดบ้านคา Bankha Pineapple ราชบุรี
ลองกองตันหยงมัส Longkong Tanyougmat นราธิวาส
ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน Lamphun Golden Dried Longan ลำพูน
มะขามหวานเพชรบูรณ์ Phetchabun Sweet Tamarind เพชรบูรณ์
กระท้อนห่อบางกร่าง Kathon-Hor-Bangkrang นนทบุรี
ทุเรียนนนท์ Nont Durian นนทบุรี
ทุเรียนป่าละอู Durian Pa La-U ประจวบคีรีขันธ์
ทุเรียนปราจีน Durian Prachin ปราจีน
กล้วยหินบันนังสตา Gluay Hin Bannang Sata ยะลา
กล้วยเล็บมือนางชุมพร Chumphon Ladyfinger Banana ชุมพร
ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม Samutsongkhram Kom Lychee สมุทรสงคราม
ชมพู่เพชร Phet Rose Apple เพชรบุรี
ลิ้นจี่นครพนม Nakhonphanom Lychee ลิ้นจี่
หมากเม่าสกลนคร Sakon Nakhon Mak Mao Berry สกลนคร
ส้มสีทองน่าน Nan Golden Orange น่าน
มะพร้าวเกาะพะงัน Koh Phangan Coconut สุราษฎร์ธานี
มะนาวเพชรบุรี Phetchaburi Limes เพชรบุรี
มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้า Nam Dok Mai Khung Bang Kachao Mango ชลบุรี
มะยงชิดนครนายก Mayongchid Nakhonnayok นครนายก
มะปรางหวานนครนายก Maprangwhan Nakhonnayok นครนายก
พริกบางช้าง Phrik Bang Chang สมุทรสงคราม
สับปะรดตราดสีทอง Trat si thong Pineapple ตราด
ลำใยเบี้ยวเขียวลำพูน Lamphun Biaokhiao Longan ลำพูน
ส้มโอหอมควนลัง Pomelo Hom Khuanlang สงขลา
กาแฟเทพเสด็จ Thepsadej Coffee เชียงใหม่
มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี Ratchaburi Aromatic Coconut ราชบุรี
แห้วสุพรรณ Water Chestnuts Suphan / Haew Suphan สุพรรณบุรี
กล้วยไข่กำแพงเพชร Kamphaeng Phet Banana / Gluay kai Kamphaeng Phet กำแพงเพชร
ละมุดบ้านใหม่ Banmai Sapodilla พระนครศรีอยุธยา
ส้มบางมด Bang Mod Tengerine กรุงเทพ
ลิ้นจี่บางขุนเทียน Bang Khun Thien Lychee กรุงเทพ
ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ Uttaradit Long Lab – Lae Durian อุตรดิตถ์
กล้วยตากบางกระทุ่ม พิษณุโลก Bangkrathum Phitsanulok Dried Banana พิษณุโลก
กระท้อนตะลุง Kra Thon Ta-Lung ลพบุรี
มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว Banphaeo Aromatic Coconut / Mapraaonamhom Banphaeo สมุทรสาคร
เงาะโรงเรียนนาสาร Rongrien Nasan Rambutan สุราษฎร์ธานี
ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ Lava Durian Sisaket ศรีสะเกษ
ทุเรียนสาลิการพังงา Durian Salika Phangnga พังงา
มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี YaiKlam Nonthaburi Mango นนทบุรี
ลิ้นจี่แม่ใจพะเยา Phayao Lychee Mea Chai พะเยา
มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว Nam Dok Mai Sakaeo Mango สระแก้ว
จำปาดะสตูล Satun Champedak สตูล
สับปะรดทองระยอง Rayong Golden Pineapple ระยอง

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทอาหารในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทอาหารในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้า ชื่อสินค้าภาษาอังกฤษ จังหวัด
หมูย่างเมืองตรัง Trang Roast Pork ตรัง
เนื้อโคขุนโพนยางคำ Pon Yang Khram Beef สกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, บึงกาฬ
กาแฟดอยตุง Doi Tung Coffee เชียงราย
กาแฟดอยช้าง Doi Chaang Coffee เชียงราย
หอยนางรมสุราษฎร์ธานี Surat Thani Oyster สุราษฎร์ธานี
ไข่เค็มไชยา Chaiya Salted Eggs สุราษฎร์ธานี
น้ำตาลโตนดเมืองเพชร Phetchaburi Toddy Palm Sugar เพชรบุรี
ขนมหม้อแกงเมืองเพชร Phetchaburi Custard Pudding เพชรบุรี
ชาเชียงราย Chiang Rai Tea เชียงราย
ข้าวแต๋นลำปาง Lampang Khao Tan ลำปาง
ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกรังอุทัยธานี Pla Red Lumnam Saskae Krang Uthai Thani อุทัยธานี
ปลากุเลาเค็มตากใบ Salted fish Kulao Tak Bai นราธิวาส
น้ำหมากเม่าสกลนคร Sakon Nakhon Mak Mao Berry Juice สกลนคร
กาแฟเขาทะลุ Khaothalu Coffee ชุมพร
กางแฟดงมะไฟ Kafae Dong Ma Fai นครราชสีมา
ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ Phurua Plateau Wine เลย
ไวน์เขาใหญ่ Khao Yai Wine นครราชสีมา
กาแฟวังน้ำเขียว Greenery Coffee Ozone นครราชสีมา
ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง Tha Le Noi Phatthalung Fermented Catfish พัทลุง
กาแฟเมืองกระบี่ Muang Krabi Coffee กระบี่

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทข้าวในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทข้าวในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้า ชื่อสินค้าภาษาอังกฤษ จังหวัด
ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ Surin Hom Mali Rice สุรินทร์
ข้าวสังข์หยกเมืองพัทลุง Sangyod Muang Phatthalung Rice พัทลุง
ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ Thung Kula Rong-Hai Thai Hom Mail Rice ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และ ยโสธร
ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี Sakon Dhavapi Haang Golden Aromatic Rice สกลนคร
ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ Jek Chuey Sao Hai Rice สระบุรี
ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ Kaowong Kalasin Sticky Rice กาฬสินธุ์
ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร Leuang Patew Chumphon Rice ชุมพร
ข้าวก่ำล้านนา Khao Kum Lanna เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน
ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ Rai Leum Pua Phetchabun Rice เพชรบูรณ์
ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี Ubon Ratchathani Hommali Rice / Khao Hommali Ubon อุบลราชธานี
ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ Thoungsamrit Jasmine Rice / Khao Hommali Thoungsamrit นครราชสีมา
ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย Khao Niew Khiaw Ngoo Chiang Rai เชียงราย

วิธีคำนวณ Cumulative Demand และ Continue Cumulative Demand ของการใช้งานไฟฟ้า

ค่า Cumulative Demand (CUM DM) หรือชื่อเต็มๆก็คือ Cumulative Maximum Demand โดย Cumulative Demand นั้นจะคิดจากการนำเอา Maximum Demand (MD หรือ MAX DM) แต่ละเดือนหรือแต่ละรอบบิลมาบวกสะสมกัน (ตามชื่อ Cumulative ที่แปลว่าการสะสมของค่า) ตามสูตรด้านล่าง

CUM DM = MAX DM เดือนปัจจุบัน + CUM DM เดือนที่ผ่านมาทั้งหมด

ตัวอย่างของการคำนวณ Cumulative Demand Active Power (kW) โดยสมมติให้ครบรอบบิลตอนสิ้นเดือน

เดือน ค่า Maximum Demand (kW) ค่า Cumulative Demand (kW)
สิ้นเดือนมกราคม (เดือนแรก) 1,305 1,305 (1,305 + 0)

 

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 1,253 2,558 (1,305+1,253)

 

สิ้นเดือนมีนาคม 1,145 3,703 (2,558+1,145)

 

สิ้นเดือนเมษายน 1,500 5,203 (3,703+1,500)

 

สิ้นเดือนพฤษภาคม 1,666 6,869 (2,645+1,666)

 

 

จะเห็นว่าในเดือนแรกค่า Maximum Demand และค่า Cumulative Demand จะมีค่าเท่ากัน (Cumulative Demand เดือนก่อนหน้านี้เป็น 0)

โดยค่า Max Demand จะมีการ Reset เริ่มใหม่ทุกเดือนส่วนค่า Cumulative Demand นั้นจะไม่มีการ Reset ในแต่ละเดือน ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า Cumulative Demand นั้นมีประโยชน์เพื่อที่จะนำเอาไว้เป็นตัวตรวจสอบและคำนวณค่า Max Demand ย้อนกลับได้

 

นอกจากค่า Cumulative Demand แล้วก็ยังมีอีกค่าหนึ่งที่ชื่อว่า Continue Cumulative Demand (CONT CUM DM) จะคิดได้จากการนำเอาค่า Cumulative Demand มาบวกกับค่า Maximum Demand ที่ยังไม่ได้ทำบิล ตามสูตรนี้

CONT CUM DM = MAX DM (ค่าปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้ทำบิล) + CUM DM เดือนที่ผ่านมาทั้งหมด

ตัวอย่างของการคำนวณ Continue Cumulative Demand Active Power (kW) โดยสมมติให้ครบรอบบิลตอนสิ้นเดือน

เดือน ค่า Maximum Demand (kW) ค่า Cumulative Demand (kW) ค่า Continue Cumulative Demand (kW)
สิ้นเดือนมกราคม (เดือนแรก) 1,305 1,305

 

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 1,253 2,558

 

สิ้นเดือนมีนาคม 1,145 3,703

 

สิ้นเดือนเมษายน 1,500 5,203

 

วันที่ 17 พฤษภาคม ( ยังไม่ครบเดือน) 2,415 (ค่าปัจจุบันล่าสุดที่ยังไม่ครบเดือน) –       (ยังไม่มีเพราะยังไม่ครบเดือน)

 

2,645 (5,203+2415)

 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SAIFI และ SAIDI

การวัดประสิทธิ, ความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรของระบบไฟฟ้าเราสามารถมีวิธีการวัดที่นิยมกันอยู่ 2 ค่าตัวดัชนีขี้วัดความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้านั้นก็คือ SAIFI และ SAIDI

System Average Interruption Frequency Index (SAIFI) คือค่าดัชนีแสดงจำนวนครั้งไฟดับเฉลี่ยที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟ1 ราย ในช่วงระยะเวลาที่พิจารณาส่วนใหญ่คือ 1 ปี (อาจจะเป็นหน่วยเวลาอื่นก็ได้เช่นกัน เช่น 1 เดือน) โดยค่าดัชนีมีหน่วยเป็นครั้ง/ราย/ปี หรือพูดง่ายๆว่าไฟดับกี่ครั้งใน 1 ปี

System Average Interruption Duration Index (SAIDI) คือ ค่าดัชนีแสดงระยะเวลาไฟดับเฉลี่ยที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟ 1 ราย ในช่วงระยะเวลาที่พิจารณาส่วนใหญ่คือ 1 ปี (อาจจะเป็นหน่วยเวลาอื่นก็ได้เช่นกัน เช่น 1 เดือน) โดยค่าดัชนีมีหน่วยเป็นนาที/ราย/ปี หรือพูดง่ายๆว่าไฟดับนานเท่าไรใน 1 ปี

เราจะเห็นว่ายิ่งค่า SAIDI และ SAIDI น้อยก็จะยิ่งดีนั้นหมายความว่าไฟดับน้อยและเวลาไฟดับไม่ได้ใช้เวลานานมากนั้นหมายความว่าระบบไฟฟ้านั้นมีประสิทธิ มีความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรที่ดี

ตัวอย่าง SAIFI และ SAIDI ของการไฟฟ้านครหลวง MEA

ปี61 ไฟดับเหลือ 1.199 นาทีต่อปี


ปี61 จำนวนไฟดับเหลือ 31.754 ครั้งต่อปี

เราสามารถดูรายงานล่าสุดของ SAIDI และ SAIFI ของการไฟฟ้านครหลวง MEA ได้ที่นี้

https://www.mea.or.th/profile/122/307

ทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในเวทีต่างประเทศ

ทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศได้เริ่มตันขึ้นจากการวางระบบอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ คือ

  1. อนุสัญญาปารีส ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ค.ศ. 1883

PARIS CONVENTION FOR THE PROTECTION OF INDUSTRIAL PROPERTY

  1. อนุสัญญาเบอร์น ว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมค.ศ. 1886

BERNE CONVENTION FOR THE PROTECTION OF LITERARY AND ARTISTIC WORKS

และต่อมาได้มีการก่อตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการคุ้มครอง

ทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศต่างๆทั่วโลกผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ

ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาฉบับนี้

 

ความร่วมมือพหุภาคี (MULTILATERAL)

  1. องค์การการค้าโลก (WORLD TRADE ORGANIZATION: WTO)

– ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวน 164 ประเทศ

– ประเทศสมาชิก WTOจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงว่าด้วยการค้าเกี่ยวกับสิทธิ

ในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPS AGREEMENT ซึ่งมีมาตรฐานการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ทุกประเภทเช่นลิขสิทธิ์สิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และความลับทางการค้า เป็นตัน

 

  1. องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WORLD INTELLECTUAL PROPERTY ORGANIZATION: WIPO)

– WIPO ได้รับการสถาปนาเป็นหนึ่งในหน่วยงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ

และมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา

– สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา

1) สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PATENT COOPERATION TREATY: PCT)

2) สนธิสัญญาพิธีสารกรุงมาดริด (MADRID PROTOCOL)

3) สนธิสัญญาความตกลงกรุงเฮก (HAGUE AGREEMENT)

ความร่วมมือทวิภาคี (BILATERAL)

  • สหรัฐอเมริกา
  • สหภาพยุโรป
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลี
  • เวียดนาม
  • สปป. ลาว
  • กัมพูชา

ความร่วมมืออาเซียน (ASEAN)

การประชุมคณะทำงานความร่วมมือค้นทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN WORKING GROUP ON INTELLECTUAL PROPERTY COOPERATION: AWGIPC)

– แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนปี 2559-2568

 

ที่มาจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา

รถไฟฟ้า HEV, PHEV, BEV หรือ EV ย่อมาจากอะไร แตกต่างกันอย่างไรนะ

มีใครสงสัยกันไหมว่าคำย่อ HEV, PHEV, BEV หรือ EV ที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าพวกนี้มันหมายความว่าอะไรและมีความแตกต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อนว่าคำย่อแต่ละคำย่อมาจากอะไร
HEV ย่อมาจากคำว่า Hybrid electric vehicles
PHEV ย่อมาจากคำว่า Plug-in hybrid vehicles
BEV ย่อมาจากคำว่า Battery electric vehicles
EV ย่อมาจากคำว่า Electric vehicles

หลังจากเรารู้คำย่อแล้วก็มาดูว่าแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

โดยเริ่มจาก HEV หรือชื่อเต็มก็คือ Hybrid electric vehicles เป็นรถยนต์ที่มีการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะใช้เครื่องยนต์ที่เป็นน้ำมันเป็นหลัก โดยอาศัยการแปลงพลังงานจากการที่เราเบรครถมาเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเครื่องยนต์ในการประหยัดน้ำมัน

ตัวอย่างรถยนต์ HEV ก็คือ JAZZ Hybridge และ Camry Hybridge

PHEV หรือ Plug-in hybrid vehicles ก็เป็นรถที่มีลักษณะคล้ายกับแบบ HEV แต่มีการเพิ่มคำว่า Plug-in ขึ้นมา นั้นหมายความว่าสามารถนำปลั๊กเข้ามาชาร์จไฟฟ้าเข้าไปได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการชาร์จไฟฟ้าจากระบบการเบรกรถเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างรถยนต์ PHEV ก็คือ Toyota Prius รุ่น Plug-In Hybrid

ส่วน BEV Battery electric vehicles หรือบางครั้งเราก็เรียกสั้นๆว่า EV Electric vehicles ซึ่งเจ้า BEV นี้เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้า 100% ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเลย

ตัวอย่าง BEV หรือ EV ก็เช่น Tesla

และนี้ก็เป็นข้อแตกต่างของ HEV, PHEV, BEV และ EV ของรถยนค์นั้นเอง

วิธีลากสูตรใน Excel แบบง่ายๆเร็วๆ

เพื่อนๆหลายคนที่ใช้ Excel อยู่อาจจะเจอปัญหาว่าเวลาที่เราต้องการลากสูตรที่อยู่ใน Cell ให้สามารถใช้ได้กับ Column ทั้งหมดของเรา ซึ่งบางที่เราก็มีข้อมูลจำนวนมากๆ เป็นพันเป็นหมื่น Row จะให้มานั่งลากตั้งแต่แถวแรกจนแถวสุดท้ายก็คงจะใช้เวลานานกันพอดี

จริงๆแล้วใน Excel เราสามารถใช้เทคนิคง่ายๆที่หลายคนอาจจะไม่รู้ นั้นก็คือการเลือก Cell ที่เราใส่สูตรต้นแบบไว้แล้ว แล้วทำการดับเบิ้ลคลิก สูตรที่อยู่ใน Cell นั้นๆ ก็จะถูกนำไปใช้กับข้อมูลทุกแถว เพื่อนๆลองทดลองทำตามดูได้นะ

วิธีเปิด Dark mode ใน Microsoft Office

ในบทความนี้จะมาสอนวิธีการปรับ Theme ของ Microsoft Office ให้เปลี่ยนสีกลายเป็น Dark theme โดยวิธีการทำสามารถใช้ได้กับ Microsoft Office 365, Office 2019 และ Office 2016

โดยอันดับแรกให้เราเข้าไปเปิด Microsoft Word ของเราขึ้นมาแล้วคลิกไปที่ File

แล้วเลือก เมนู Account ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วเราก็จะเห็นเมนู Office Theme ให้เราเลือก โดยจะมี Dark Gray, Black, White และ Colorful (Theme ปกติที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน) เพื่อนลองทดลองคลิกเลือกดูได้แล้วแต่ความชอบของเรา

ตัวอย่าง Dark Gray Theme

ตัวอย่าง Black Theme

โดยหลังจากเราเลือก Theme แล้ว Theme นี้จะถูกนำไปใช้กับโปรแกรม Office ตัวอื่นๆด้วยทั้ง Excel, Power point ต่างๆ