เปลี่ยน Windows 10 เป็นธีมสีมืดกับ Dark theme

บทความนี้จะมาสอนวิธีเปลี่ยน Windows 10 ให้กลายเป็นธีมสีมืดหรือ Dark theme ซึ่งน่าใช้มากไม่ต้องทนแสบตากับพื้นหลังสีขาวๆกันอีกต่อไป มาเริ่มทำกันเลย
อันดับแรกให้เราคลิกขวาที่ Desktop แล้วเลือก Personalize

เสร็จแล้วให้เลือกไปที่ Colors แล้วเลือก Choose your default app mode เป็น Dark ดังรูป

เพียงแค่นี้เราก็จะได้ Windows ที่เป็นสายมืดแล้วละ Dark theme กันไปเลย

หมายเหตุ Feature Dark theme นี้สามารถทำได้กับ Windows 10 version 1809 ขึ้นไปนะ

จัดการและทำความสะอาด Bookmark กับ Bookmark clean up

สำหรับใครที่ใช้ Chrome และมีการเก็บเว็บไซต์ที่เราอยากจะมาเข้าไว้ดูภายหลังหรือ Bookmark กันไว้ พอนานวันเข้า Bookmark ของเราก็มีจำนวนมากแล้วบางทีก็อาจจะมีการเก็บ Bookmark เว็บไซต์ที่ซ้ำๆกันไว้ รวมไปถึงบางเว็บไซต์ก็อาจจะเข้าไม่ได้แล้วก็ได้ ในบทความนี้จะมาแนะนำ Extension ของ Chrome ที่มีชื่อว่า Bookmarks clean up เอาไว้ทำความสะอาดจัดระเบียบ Bookmark ของเรากันสักหน่อย

โดยอันดับแรกเราก็ไปที่ Extension ตามลิงค์ด้านล่างและกดติดตั้งได้เลย
https://chrome.google.com/webstore/detail/bookmarks-clean-up/oncbjlgldmiagjophlhobkogeladjijl

พอติดตั้งเสร็จแล้วก็จะมีสัญลักษณ์ขึ้นมาด้านขวามือบนของ Chrome ให้เรากดได้เลย

โดยเจ้า Bookmarks clean up ก็จะมีอยู่ 4 ปุ่มการทำงานหลักๆ นั้นก็คือ
1. Find duplicated bookmarks = หา Bookmarks ที่ซ้ำๆกัน
2. Remove empty folders = ลบ Folder ใน Bookmark ที่เป็น folder ว่างๆ
3. Merge duplicate folders = รวม Bookmarks ที่ซ้ำๆกันให้อยู่ใน Folder เดียวกัน
4. Find broken urls = หา Bookmarks ที่เข้าไม่ได้

ใครที่สนใจอยากจัดการทำความสะอาด Bookmars ที่มีจำนวนมากๆก็สามารถทดลองเอามาใช้งานกันได้เลย ของดีขอบอกต่อจ้า

แนะนำที่ทำ Passport ที่เร็วที่สุด

บทความนี้จะมาขอแนะนำสำหรับใครที่กำลังหาที่ทำหนังสือเดินทาง Passport หรือ อยากจะต่ออายุ Passport ที่ทำได้อย่างรวดเร็ว คนไม่เยอะ ไม่ต้องรอคิวนาน

ก็ต้องก็ขอแนะที่ สำนักงานหนังสือเดินทางมีนบุรี อยู่ในห้าง Big C สุวินทวงศ์ ด้านหลังเทคนิคมีนบุรี

ขอบอกว่าที่นี้ทำ Passport ได้แล้วมาก หากใครมาต่ออายุ Passport ใช้เวลาเร็วสุดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ว่าจำกัดคิววันละ400 คิวเท่านั้นนะ (ลองโทรสอบถามเพื่ออัพเดตข้อมูลอีกที)

เข้าไปในห้าง Big C เลย แล้วเดินขึ้นไปชั้น 2 ตรง Food court ได้เลยจ้า

แผนที่ตาม Google map ไปได้เลย

วิธีทำให้ Visual Studio Code เปลี่ยนภาษาต่างด้าวได้

สำหรับใครที่ใช้งาน Visual Studio Code หรือ VsCode ในการอ่าน Source code ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอื่นๆแล้วมักจะเจอตัวหนังสือเป็นภาษาต่างด้าว อ่านไม่ออกแบบนี้

ซึ่งสาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าตัวไฟล์ source code มีการเข้ารหัส encode ไม่ถูกต้อง โดยในบทความนี้จะมาสอนวิธีการเปลี่ยน Encode ของโปรเจคของเราให้สามารถอ่านภาษาต่างด้าวนั้นได้

มาเริ่มกันที่ไปที่ File แล้วเลือก Preferences แล้วก็ Setting

แล้วเลือกไปที่ Workspace จากนั้นพิมพ์ Encode ในช่องการค้นหา Setting ได้เลย แล้วก็จะเจอ หัวข้อ Files: Encoding ให้เราเลือก Shiftjis (ในตัวอย่างเป็นไฟล์ภาษาญี่ปุ่น) หรือตัวเลือกที่ตรงกับไฟล์ที่ Encode ที่เราต้องการ

จากนั้นลองมาเปิดไฟล์ในโปรเจคของเราก็จะเห็นว่าสามารถอ่าน Comment ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นออกแล้วละ

หากเราลองไปดูที่ไฟล์ Setting.json ใน Folder .vscode ก็จะเห็นว่ามีการ Setting File encoding ตามที่เรา Setting ไว้เลยละ

แหล่งรวม Website เรียนออนไลน์ฟรี!

ในยุคนี้สมัยนี้การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จากสมัยก่อนที่เราจะหาความรู้ต่างๆ ก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่สมัยนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย จึงมีหลักสูตรหลากหลายรูปแบบที่เราสามารถเรียนรู้ได้ผ่านออนไลน์ เราทุกคนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้จากทุกมุมโลก ทุกเวลา ต่อไปโลกเราจะปรับเข้าสู่โหมด การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning ดังนั้นเราจึงได้รวบรวม Website สำหรับการเรียนรู้ในแขนงต่างๆ จากระบบออนไลน์มาฝาก โดยบางหลักสูตรก็สามารถเรียนได้ฟรีแถมยังมีใบ Certificate ให้อีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่ามีเว็ปไหนบ้างที่น่าสนใจ

หลักสูตรเรียนออนไลน์ Online Study :


    • EDX เป็นเว็ปเรียนออนไลน์ที่ครอบคลุมศาสตร์หลายด้าน เช่น Computer, Language, Data Science, Business & Management, Engineering และ Humanities ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่นี่ http://www.edx.org/

    • Space by CBS เป็นเว็ปจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีการนำเสนอหลักสูตรจาก Chulalongkorn Business School: CBS ลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่นี่ https://space.cbs.chula.ac.th/login/


    • CHULA MOOC
      เป็นเว็ปไซด์จากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นกัน โดยเป็นคอร์สเรียนออนไลน์ฟรี ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยการ Login ผ่าน Facebook มีหลักสูตรที่ค่อนข้างหลากหลาย ลองเข้าไปดูข้อมูลกันได้ https://mooc.chula.ac.th/how-to

    • Google Digital Garage เป็นเว็ปไซต์การเรียนรู้ออนไลน์จากทาง Google มีหลายหลักสูตรที่เป็นเทรนด์ใหม่และน่าสนใจมากๆ เรียนได้ที่นี่ https://learndigital.withgoogle.com/digitalgarage/courses

    • Microsoft ก็เป็นอีกเจ้าที่สอนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับเทคโนโลยี เทรนด์นวัตกรรมใหม่ๆ ใครสนใจแนวนี้สามารถเข้าไปเรียนกันได้ https://aischool.microsoft.com/en-us/business/learning-paths

    • Thaimooc เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่รวบรวมหลักสูตรสำหรับเรียนออนไลน์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศเข้าไปอัพเดทหลักสูตรใหม่ๆได้ที่ https://thaimooc.org/courses

    • SkillLane เป็นผู้ให้บริการหลักสูตรเรียนออนไลน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่ครบเกือบทุกหมวดหมู่ที่สำคัญมีภาษาไทยเยอะมากด้วยไปดูกันได้ https://www.skilllane.com/

    • Coursera เป็นแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ที่โด่งดังมากมีทั้งเป็นเว็ปไซด์และแอพพลิเคชั่น เข้าไปทดลองเรียนกันได้จ้ามีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน https://www.coursera.org/

  • Class Central เป็นเว็ปที่รวบรวมหลักสูตรออนไลน์จากหลายๆที่ทั่วโลกไว้ ถ้าไม่รู้จะเรียนอะไรที่ไหนเราสามารถเข้ามาที่นี่ได้ที่เดียวจบครบเลยมีให้เลือกมากมาย https://www.classcentral.com/about

หลักการ Visualization กับ Data น่ารู้

คำว่า Visualization นั้นถ้าแปลกันตรงๆก็จะได้ความหมายว่า การทำให้มองเห็น การแสดง และการนึกภาพ ซึ่งแน่นอนว่าภาพเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจบางอย่างได้ง่ายขึ้นและยังจดจำได้ดีกว่าตัวอักษร ดังนั้นการเรียนรู้เรื่อง Visualization จึงเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ เพราะหากเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จะช่วยให้การนำเสนองานของเราได้ดีขึ้น คนดูก็จะเข้าใจรายละเอียดได้มากขึ้นเช่นกัน โดยหยิบยกหลักการที่สำคัญมาฝากดังนี้

  • ทำไมต้องใช้ Visualization ? เพราะ จะทำให้เกิดกระบวนการ 3 ประการ
    1. Effective : ทำให้เห็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยการนำเสนอปกติ และสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
    2. Convincing : ชักจูงดึงดูดคนดูได้ดี
    3. Insightful : ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ข้อมูลตัวเลขทำไม่ได้
  • Visualization Variable จะมีด้วยกัน 4 แบบ คือ
    1. Length เป็นแบบความยาว อาจจะเป็นเส้นก็ได้
    2. Area เป็นพื้นที่แสดงภาพที่มีพื้นที่ปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไป
    3. Brightness เป็นการแสดงความเข้มอ่อนของสีเดียวเท่านั้น
    4. Hue เป็นการแสดงที่หลากสีสัน
  • แนวทางการนำเสนอจะมี 2 รูปแบบ ได้แก่
    1. Author-Driven โดยเป็นการนำเสนอในรูปแบบท่ผู้เขียนเป็นคนขับเคลื่อน ซึ่งมักจะนำเสนอเป็นเส้นตรง (Linear) รวดเร็ว (Fast) และ ข้อความหรือสิ่งที่จะสื่อค่อนข้างชัดเจน (Clear Messages)
    2. Viewer-Driven เป็นรูปแบบการนำเสนอที่ผู้มองหรือผู้ดูเป็นผู้ขับเคลื่อนและค้นหาเองในภาพ โดยการนำเสนอแบบนี้จะกระจายไม่เป็นเส้นตรง (Non-Linear) ความเร็วก็อยู่ที่ผู้มอง (Own Speed) และสิ่งที่สื่อสารจะเป็นไปในลักษณะการค้นหาที่ส่วนตัว ผู้มองสามารถดูหรือค้นหาข้อมูลจากภาพได้เองจากจุดที่ตนเองสนใจเท่านั้น (Exploratory / Personal)

หากใครสนใจอยากเรียนรู้ในรายละเอียดสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://space.cbs.chula.ac.th/course/129/item/1706041/ ซึ่งเป็นเรื่องราว Data Visualization สอนโดย อาจารย์ ดร. ภูริพันธุ์ รุจิขจร ( Course Overview : Data Visualization คือ การแสดงข้อมูลเป็นภาพ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจง่ายขึ้น วิชานี้ จะแนะนำตั้งแต่ความสำคัญของ Data Visualization ตลอดจนการนำแสดงข้อมูลที่ดี และการใช้ Data เพื่อทำ Storytelling)

วิธี Zip ไฟล์แล้วล็อคด้วยรหัสผ่าน Password

บทความนี้จะมาสอนวิธีการใส่รหัสผ่านเพื่อล็อคไฟล์ Zip ของเรา โดยจะทำมีความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้คนที่มีรหัส password จะทำการแตก Zip ไฟล์ได้เท่านั้น มาดูวิธีการทำการเลย

โดยอันดับแรกเราจะต้องมีโปรแกรม 7zip กันก่อน ใครที่ยังไม่มีก็สามารถไปดาวโหลดได้ที่ https://www.7-zip.org/
หลังจากนั้นให้ไปที่ไฟล์หรือโฟร์เดอร์ที่เราจะทำการ Zip และคลิกขวาเลือก 7-zip เลือก Add to archive

ก็จะมีหน้าต่าง Add to Archive ขึ้นมา ให้เราทำการใส่รหัสผ่านที่เราอยากจะตั้งได้ที่ด้านขวามือล่าง Encryption Enter password หลังจากนั้นก็เลือกที่ที่เราจะเก็บไฟล์ที่ Zip แล้วไว้ที่ไหน แล้วกด OK เพียงเท่านี้เราก็จะได้ไฟล์ Zip ที่มีการล็อคใส่รหัสผ่านแล้วละ

เรามาลองทดสอบว่า ไฟล์นั้นล็อคจริงไหม ก็ไปที่ไปที่ไฟล์ Zip ของเราแล้วคลิกขวาเลือก 7-Zip เลือก Extract Here

จะเห็นว่าต้องใส่รหัสที่ถูกต้องเพื่อปลดล็อคไฟล์ Zip

เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถล็อคไฟล์และปลดล็อคไฟล์ Zip ได้แล้วละ

การกำหนดกลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Function Level Strategy)

กลยุทธ์ระดับหน้าที่ หรือ Function Level Strategy นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ลงมาระดับการทำงานในแต่ละแผนกแต่ละหน่วยงานย่อยในองค์กร กล่าวคือ จะเน้นไปที่หน้าที่ของหน่วยงานแต่ละฝ่ายว่าจะนำแนวทาง วิธีการ หรือกลยุทธ์แบบไหนมาปรับใช้ให้เข้ากับสินค้าและบริการของตลาดเรา โดยกลยุทธ์ระดับหน้าที่อาจจะครอบคลุมไปถึงส่วนงานต่างๆแต่ละแผนก เช่น Operation , Marketing & Sales , Human Resource Management , Procurement , และ Finance เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพรวามที่เข้าใจง่ายขึ้น มาลองดูตัวอย่างกัน

Case Study: การกำหนดกลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Function Level Strategy) ธุรกิจรีสอร์ท

จากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจรีสอร์ท ทำให้องค์กรต้องกำหนดกลยุทธ์ในระดับปฏิบัติการให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับองค์กรและระดับธุรกิจ เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมีรายละเอียดของกลยุทธ์ดังนี้

 

  • Operation: บริษัทได้กำหนดแผนการดำเนินการในระยะสั้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการที่ให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากร และใช้การจัดการคุณภาพโดยรวม (TQM) โดยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ (Benchmarking) ในการวัดผลการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการ
  • Outbound Logistics: เนื่องจากธุรกิจของบริษัท เป็นธุรกิจการให้บริการ บริษัทจึงไม่มีการขนส่งสินค้าออก
  • Marketing & Sales:บริษัทมุ่งให้ความสำคัญกับการบริการที่มีความแตกต่าง (Product Difference) กำหนดราคาที่ราคาตลาด (Market Price) บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การส่งเสริมทางการตลาดเป็นกลยุทธ์แบบดึง (Pull Strategy) เพื่อเป็นการเน้นให้ผู้ใช้บริการได้รับรู้ให้เกิดความรู้สึก ความต้องการที่จะรับการบริการจากกันภัยรีสอร์ท และบริษัทยังให้ความมสำคัญกับการสื่อสารทางการตลาดแบบผสมผสาน (Integrated Marketing Communication) อีกด้วย
  • Customer Service: บริษัทนั้นให้ความสำคัญกับการให้บริการเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการ ซึ่งบริษัทจะมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บริการข้อมูล และตอบข้อสงสัยแก่ลูกค้า ตลอดจนรับฟังข้อติชมการให้บริการจากลูกค้า เพื่อนำข้อเสนอและข้อติชมจากลูกค้ามาปรับปรุงและตอบสนองให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายการตลาด
  • Firm Infrastructure: บริษัทใช้โครงสร้างแบบแนวนอน (Flat Organization) โดยแบ่งการทำงานตามหน้าที่ (Functional) ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการตั้งทีมงานขึ้นมา (Self-Management Team) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้โครงสร้างแบบแนวนอนนั้นจะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร และทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาอีกด้วย
  • Technology Development:บริษัทจะหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการจัดการภายในองค์กร และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเป็นการลดต้นทุนต่อหน่วย และให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งขันได้
  • Human Resource Management: บริษัทจะสรรหาคนที่มี Competency ตรงกับลักษณะที่บริษัทต้องการ และบริษัทจะมีนโยบายในการสร้างคนและสร้างระบบ เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฎิบัติงานในหน้าที่ของตนเอง สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เข็มแข็งและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัท และพัฒนาระบบการบริหารองค์กรและทรัพยากรของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • Finance: จัดหาบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน เพื่อจัดทำงบการเงินต่างๆ อย่างเป็นระบบ ชัดเจนและถูกต้อง วางระบบสำคัญต่างๆ ได้แก่ ระบบการบริหารการเงิน ระบบการควบคุมลูกหนี้และเจ้าหนี้ ระบบการจัดซื้อ และระบบการขาย เป็นต้น และปรับปรุงระบบบัญชีและการเงินให้มีมาตรฐาน
  • Procurement: บริษัทนั้นจะมีการจัดซื้อ และจัดหาวัตถุดิบที่จะใช้ในการให้บริการจากแหล่งวัตถุดิบชั้นดี ซึ่งในการจัดซื้อวัตถุดิบนั้น บริษัทจะมีขั้นตอนการจัดซื้อและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อความโปร่งใสในการปฎิบัติงาน
  • Key Success Factors: KSF
  1. Brand Awareness
  2. Cost
  3. Customer Satisfaction
  4. Efficiency
  5. Market Share Quality
  6. Value added

 

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการทำกลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Function Level Strategy) นั้นเราจะต้องลงลึกไปในรายละเอียดแต่ละแผนกแต่ละส่วนงานที่มีความเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าเราจะทำธุรกิจอะไรบางอย่างจึงจำเป็นจะต้องคิดทุกอย่างให้รอบครอบ กำหนดกลยุทธ์การทำงานระดับปฏิบัติการในทุกๆจุด เพื่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

การกำหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Level Strategy)

กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Level Strategy) นั้นเป็นการวางตำแหน่งของธุรกิจหรือบริษัทของเราว่าจะแข่งขันกับตลาดไปในทิศทางไหน ใช้อะไรมาเป็นตัวแข่งขันบ้าง ซึ่ง กลยุทธ์ระดับธุรกิจที่นิยมนำมาใช้ก็มีหลายแบบดังนี้

 

  • Cost leadership หรือ กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน : เป็นการเน้นด้านการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและที่สำคัญคือมีต้นทุนที่ถูกกว่าตลาดมากๆ ส่งผลให้ได้กำไรมากหรือมีผลต่อการแข่งขันด้านราคาในตลาด คือเป็นผู้นำในด้านราคาได้นั่นเอง
  • Competitive advantages หรือ กลยุทธ์ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน : เป็นการสร้างความแตกต่างให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน โดยมุ่งที่การผลิตสินค้าและบริการที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในอุตสาหกรรม มากกว่าการเน้นด้านราคา
  • Quick-response หรือ กลยุทธ์การปรับตัวที่รวดเร็ว: เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
  • Focus Differentiation หรือ กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างมุ่งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม : เป็นกลยุทธ์มุ่งที่การผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
  • Cost Focus หรือ กลยุทธ์ด้านต้นทุน : เป็นกลยุทธ์ที่เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มและเน้นด้านราคาเป็นหลัก

จากหลักการกลยุทธ์ระดับธุรกิจข้างต้นจะเห็นว่ามีหลากหลายแนวทางกลยุทธ์ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้กับธุรกิจของเราถ้าเราต้องการเป็นผู้นำในด้านไหน หรือมองว่าสินค้าและบริการของธุรกิจเราเหมาะกับกลยุทธ์ระดับธุรกิจแบบไหนก็ควรจะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดและธุรกิจของเรา