วิธีแปลง ตัวเลข มาเป็น ASCII ใน Excel

หลายคนอาจจะหาวิธีแปลงตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นเลขฐาน 10 หรือ 16 มาเป็น ASCII ใน Excel ว่ามีวิธีทำยังไง ในบทความนี้จะมาสอนวิธีทำกัน

ก่อนอื่นให้เราแปลงจากตัวเลขฐานอื่นๆมาเป็น ฐาน 10 ก่อน เช่นหากเป็น ตัวเลขฐาน 16 ก็แปลงมาเป็น ตัวเลข ฐาน10 โดยใช้สูตร =HEX2DEC(ตัวเลขฐาน 16)

สำหรับการแปลง เลขฐาน 10 Decimal เป็น ASCII ก็ให้เราใช้สูตร =CHAR(ตัวเลขฐาน10)
เช่น =CHAR(33) จะได้ ! ( ASCII)

ส่วนการแปลงกลับคืน แปลง ASCII เป็น เลขฐาน 10 Decimal ก็ให้เราใช้สูตร =CODE(ตัว ASCII)
เช่น =CODE(!) จะได้ ตัวเลข 33 (ฐาน 10)

และนี้ก็เป็นวิธีการแปลง ตัวเลขเป็น ASCII และ ASCII เป็นตัวเลข ใน Excel แบบง่ายๆไม่ยากเลยลองเอาไปทำกันดูนะ

Size กับ Size on disk อันไหนคือขนาดของไฟล์ที่แท้จริงกันแน่นะ

มีใครเคยสังเกตและสงสัยกันบ้างว่า ระหว่าง Size กับ Size on disk อันไหนคือขนาดของไฟล์ที่แท้จริงกันแน่นะ
ในบทความนี้จะมาอธิบายให้ทุกคนหายสงสัยกันระหว่าง Size และ Size on disk

Size คือขนาดที่แท้จริงของไฟล์นั้นๆ

ส่วน Size on disk จะเป็นขนาดของพื้นที่จริงๆที่ใช้เก็บไฟล์นั้นๆใน Hard disk หรือ Flash drive ของเรา
หากเราสังเกตให้ดีๆจะเห็นได้ว่าขนาดของ Size มักจะมีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ Size on disk เสมอ

นั้นก็เป็นเพราะว่าพื้นที่ที่ใช้เก็บไฟล์ของเรา(อาจจะเป็น Hard disk, SSD, flash drive หรือแม้แต่ SD card) นั้นสามารถแบ่งพื้นที่ได้เป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่สุดที่เราเรียกพื้นที่นั้นว่า Allocate unit ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Allocate unit size

การบันทึกเก็บไฟล์ของเราจึงเป็นการบันทึกลงพื้นที่ Allocate unit หลายๆหน่วย ลงไป ดังนั้น Size on disk จึงเป็นการบอกว่าเราใช้พื้นที่เก็บลงไป Allocate unit เป็นจำนวนเท่าไร คูณด้วย ขนาดของ Allocate unit 1 หน่วย
ดังนั้น Size on disk จะนับขนาดไฟล์ตามจำนวน Allocate unitที่ใช้พื้นที่ใน Hard disk จริงๆ

ซึ่งเราสามารถกำหนดขนาดของ Allocate unit size ได้โดยการ Format ขนาดของ Allocate unit size ที่มีให้เลือกจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์นั้นๆว่ารองรับขนาดเท่าไรบ้าง

ซึ่งหากเลือก Allocate unit size ขนาดเล็กก็จะทำให้เราสามารถเก็บไฟล์เล็กๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราใช้พื้นที่ของ Hard disk ได้อย่างคุ้มค่า

แต่หากเรามีไฟล์ขนาดใหญ่ เราก็ควรใช้ Allocate unit size ที่มีขนาดใหญ่เนื่องจากจะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราค้นหาไฟล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจำนวน allocate unit น้อยลง ทำให้ค้นหาไฟล์ได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสียก็คือใช้พื้นที่ขนาดใหญ่นั้นเอง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียงแบบ FIFO และ LIFO

สับสนกันไหมกับ FIFO และ LIFO เมื่อเราพูดถึงการเรียงลำดับของบางอย่าง เรามักจะพูดถึงการเรียงแบบ FIFO และ LIFO ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้เป็นการเรียงลำดับของที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลายๆคนมักจะสับสน หรือจำไม่ได้ว่าการเรียงแบบ FIFO และ LIFO เป็นยังไง

การเรียงแบบ First In First Out (FIFO) หรือในภาษาไทยเราจะเรียกว่า เข้าก่อนออกก่อน สำหรับใครที่นึกไม่ออก ก็ให้นึกถึง เข้าแถวต่อคิว นั้นและคือเข้าก่อนออกก่อน เพราะคนแรกที่ต่อแถวจะได้ของแล้วก็จะออกไปเป็นลำดับแรกเช่นกัน

ส่วนการเรียงอีกวิธีหนึ่งก็คือ Last In First Out (LIFO) หรือในภาษาไทยเราจะเรียกว่า เข้าทีหลังออกก่อน ลองนึกถึงภาพของการเรียงจาน ซึ่งเป็นวิธีการเรียงแบบ เข้าทีหลังออกก่อน เพราะเราจะหยิบจานที่ใส่ไปทีหลังล่าสุดออกมาใช้งานก่อนจริงไหม เพราะใบแรกมันอยู่ด้านล่างสุดเลยใช้งานเป็นจานสุดท้าย

สำหรับใครที่สับสนอาจจะลองนึกถึงภาพจำการเรียงโดย

First In First Out (FIFO) เข้าก่อนออกก่อน ก็ให้นึกถึงภาพ การเข้าแถวเข้าคิว

Last In First Out (LIFO) เข้าทีหลังออกก่อน ก็ให้นึกถึงภาพ ของการเรียงจาน หรือ หยิบจานมาใช้

หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือจะสังเกตได้ว่า การอธิบายของของสิ่งนั้นแล้วตามด้วยผลลัพธ์ของของชิ้นนั้นๆเช่น

เข้าก่อนออกก่อน (หมายถึง ของชิ้นแรกที่เข้าก่อน(ชิ้นแรก) ผลลัพธ์คือ จะออกก่อน)

เข้าทีหลังออกก่อน(หมายถึง ของชิ้นที่เข้าทีหลัง(สุดท้าย) ผลลัพธ์คือ จะออกก่อน)

จะเห็นว่าการเรียงแบบ FIFO และ LIFO ซึ่งเป็นการเรียงลำดับที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเวลานำไปใช้หรืออธิบายก็ควรจะนำไปใช้อย่างเข้าใจและถูกต้อง

เกม FPS คืออะไร ย่อมาจากอะไร

FPS นั้นย่อมาจาก First-person shooter หรือ เกมที่เห็นมุมมองจากบุคคลที่ 1 หลายคนคงจะสงสัยว่า มุมมองบุคคลที่ 1 นี้คือยังไง ใครคือบุคคลที่ 1 กันนะ
บุคคลที่ 1 นั้นหมายถึงตัวผู้เล่นนั้นเอง เพราะฉะนั้นมุมมองบุคคลที่ 1 ก็คือ มุมมองของผู้เล่นหรือตัวละครที่เราเล่นอยู่บังคับอยู่นั้นเอง

ตัวอย่างเกม FPS ที่หลายคนน่าจะรู้จัก เช่น

Half-Life
Halflife_ingame-now

Call of Duty
14886228881_01e709d498_b

Battlefield
maxresdefault

วิธี Import หรือ Export ค่า setting จาก Task Scheduler

จะเห็นได้ว่าโปรแกรม Task Scheduler นั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น
การตั้งเวลาให้คอมพิวเตอร์ Sleep, Restart, สั่งรันโปรแกรม อัตโนมัติ

นอกจากนี้ Task Scheduler ยังสามารถเก็บบันทึกการตั้งค่าแล้ว Export ออกมาเพื่อนำไปใช้งานกับเครื่องอื่นได้อีกด้วย

สำหรับ วิธีการ Export ก็สามารถทำได้โดยการเปิดโปรแกรม Task Scheduler แล้วเลือก Task ที่เราต้องการ แล้วจะเห็น Action เมนูทางด้านขวามือให้เราเลือก Export ออกมา โดยไฟล์ที่ได้จะเป็นไฟล์ xml
Task Scheduler export import1

ส่วนการนำไปใช้งานเครื่องอื่น หรือการ import ก็สามารถทำได้โดยการเลือก Import นั้นเอง

จะเห็นได้ว่า โปรแกรม Task Scheduler นั้นมีประโยชน์มากอีกทั้งยังรองรับการ Import และ Export Task ที่เราสร้างไว้แล้วทำให้ไม่ต้องมาตั้งค่าใหม่ ทำให้ใช้งานได้สะดวกจริงๆ

ใช้ Task scheduler เพื่อสั่งรันโปรแกรม

เราสามารถใช้ Task scheduler เพื่อสั่งรันโปรแกรมของเราได้(เช่น python script หรือ Batch file)

วิธีการใช้งานก็คือ ให้เราสร้าง Task ขึ้นมาแล้วไปสร้าง Actions โดย Action ให้เลือก Start a program ส่วนในช่อง Program/script ให้เราใส่ที่อยูของ Script ที่เราอยากจะให้ทำงาน ตามตัวอย่างจะให้รัน Batch file
runprogram3

หรือถ้าอยากให้รัน python script ก็เลือกได้
runpython3

เสร็จเราก็ไปตั้งค่าว่าจะให้โปรแกรมทำงานเมื่อไรที่ Triggers อย่าลืมกดเลือก Enable ด้วย
runpython2

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ Task scheduler ที่สั่งให้ script ของเราทำงาน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ทำได้หลายอย่างแล้วแต่ว่าเราจะเขียนให้ script นั้นทำงานอะไร

จัด style ของ code เราให้ดูสวยงาม กับ SublimeAStyleFormatter

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือจัด style ของ code เราให้ดูสวยงาม หรือ บางคนอาจจะเรียกว่า code formatter, code beautify

ก็ขอแนะนำตัวนี้เลย เป็น package control ที่อยู่ใน Sublime Text ที่ชื่อว่า SublimeAStyleFormatter สนับสนุน ภาษาและ platform ต่างๆ เช่น C, C++, Cuda-C++, OpenCL, Arduino, C#, and Java โดยมันสามารถ จัดเรียง source code ของเราให้สวยงามตาม style ต่างๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปปรับแต่ง setting ตาม style ที่เราต้องการได้ที่ไฟล์ Setting User

ว่าแล้วมาดูตัวอย่างการใช้งานกันดีกว่า

สมมติเรามี code เขียนมาแบบนี้ แบบไม่ได้จัดเรียงตำแน่งอะไรให้อ่านได้ง่ายเลย อ่านยากสุดๆ

void test(void)
{
    for (int i =0; i < 10;++i)
    {
             buf= call(buf);
buf=buf/4;
if(buf > 200)
{
    buf++;}
else{

    buf--;
}
    }

return buff;
}

เราก็ใช้ SublimeAStyleFormatter โดยกด Ctrl + Alt + F โปรแกรมจะจัดหน้าตาของ code เราให้เป็นแบบนี้ เป็นไงบ้างดีขึ้นเยอะ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งจัด code เองเลย

void test(void)
{
    for (int i = 0; i < 10; ++i)
    {
        buf = call(buf);
        buf = buf / 4;
        if (buf > 200)
        {
            buf++;
        }
        else
        {

            buf--;
        }
    }

    return buff;
}

จากตัวอย่างนี้ใช้ค่า setting ตามนี้ ซึ่งเราสามารถเขาไป setting ได้ที่ Setting User ของ SublimeAStyleFormatter

สามารถดูตัวอย่างค่า Setting ได้จาก SublimeAStyleFormatter.sumlime-settings ไฟล์ได้เลย

ให้คอมพิวเตอร์ Restart ตัวเองโดยอัตโนมัติ โดยใช้ Task Scheduler

เราสามารถสั่งให้คอมพิวเตอร์ (Windows) Restart ตัวเองโดยอัตโนมัติ โดยใช้ Task Scheduler ได้
วิธีทำก็คือ ให้เราเปิดโปรแกรม Task Scheduler ขึ้นมาแล้ว Create Task
Task Scheduler restart2

แล้วไปที่แถบ Actions กด New.. แล้วเลือก Action Start a program
แล้วพิมพ์ Program/script:
Shutdown

ในช่อง Add arguments พิมพ์ว่า
-r –t 00
Task Scheduler restart4

เสร็จตั้งว่าเมื่อไรจะให้คอมพิวเตอร์ Restart ที่ แถบ Triggers เลือก New… ตามรูปตัวอย่างจะตั้งให้ Restart คอมทุกๆจันทร์ถึงศุกร์ 7:55 อย่าลืมกดเลือก Enable
Task Scheduler restart3

เพียงเท่านี้คอมพิวเตอร์ก็จะ Restart ตามที่เราตั้งไว้แล้ว ง่ายใช่ไหมละ

ทำให้คอม ตื่น (Wake up) โดย Task Scheduler

หลังจากที่เราสามารถตั้งให้คอมพิวเตอร์ของเรา(Windows) สามารถ Sleep โดยอัตโนมัติแล้ว เราก็ยังสามารถตั้งให้ Wake up หรือ ตื่นขึ้นมาก็ได้อย่างอัตโนมัติ
โดยให้ทำเปิดโปรแกรม Task Scheduler แล้วทำการสร้าง Task ขึ้นมาจากตัวอย่างจะใช้ชื่อว่า WakeupPC
wakeup1

เสร็จแล้วให้ทำการสร้าง Action ที่ แถบ Actions เลือก New… แล้วทำการเลือก Action เป็น Display a message
ตั้งชื่อ Title และ Message
wakeup3

หลังจากนั้นก็ไปตังว่าจะให้ปลุก คอมพิวเตอร์ของเราให้ตื่นขึ้นมาเมื่อไรตอนไหน โดยไปตั้งที่แถบ Triggers จากตัวอย่างจะตั้งให้ตื่นทุกๆ 7:40 วันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วก็อย่าลืมเลือก Enable กันด้วย
wakeup2

และที่สำคัญมากๆก็คือ ต้องเข้าไปที่แถบ Conditions แล้วติ๊ก Wake the computer to run this task ด้วยนะ ห้ามลมเด็ดขาดไม่งั้นคอมจะไม่ตื่นขึ้นมารัน Task Scheduler
wakeup-from-sleep-condition

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ตื่นขึ้นมาก็ได้อย่างอัตโนมัติตามที่เราตั้งค่าไว้ได้อย่างถูกต้องตรงเวลาเลยละ