สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทสิ่งทอในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทสิ่งทอในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้าชื่อสินค้าภาษาอังกฤษจังหวัด
ผ้าตีนจกแม่แจ่มMea Jaem Teen Jok Fabricเชียงใหม่
ผ้าครามธรรมชาติสกลนครSakon Nakhon Natural Indigo Dyed Fabricสกลนคร
ผ้าไหมยกดอกลำพูนLamphun Brocade Thai Silkลำพูน
ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์Praewa Kalasin Thai Silkกาฬสินธุ์
ผ้าไหมมัดหมี่ชนบทChonnabot Mudmee Thai Silkขอนแก่น
เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานIsan Indigenous Thai Silk Yarn20 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และ บึงกาฬ
ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยห้อมHuay Hom Cotton Wool Blend Fabricแม่ฮ่องสอน
ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์Phamai Madmee Cinteandang Buriramบุรีรัมย์
ผ้าหมักโคลนหนองสูงNong Sung’s Fermented Mud Clothมุกดาหาร

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทอุตสาหกรรมในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้าชื่อสินค้าภาษาอังกฤษจังหวัด
จักสานพนัสนิคมPhanat Nikhom Basketryชลบุรี
ครกหินอ่างศิลาAngsila Stone Mortarชลบุรี
ร่มบ่อสร้างBor Sang Umbrellaเชียงใหม่
เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงBan Chiang Potteryอุดรธานี
ศิลาดลเชียงใหม่Chiang Mai Celadonเชียงใหม่
มุกภูเก็ตPhuket Pearlภูเก็ต
เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดKohkret Potteryนนทบุรี
ญอกมละบริน่านYok Mlabri Nanน่าน
ชามไก่ลำปางLampang Chicken Bowlลำปาง
สังคโลกสุโขทัยSangkhalok Sukhothaiสุโขทัย
เสื่อจันทรบูรSuea chan tha boon / Chanthaboon Matจันทบุรี
เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญBan Mon Potteryนครสวรรค์
นิลเมืองกาญจน์Nil Muang Kanกาญจนบุรี
เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนDan Kwian Potteryนครราชสีมา

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทผลไม้ในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทผลไม้ในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้าชื่อสินค้าภาษาอังกฤษจังหวัด
ส้มโอนครชัยศรีNakhonchaisri Pomeloนครปฐม
ส้มขาวแตงกวาชัยนาทChainat Khaotangkwa Pomeloชัยนาท
ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงครามSamutsongkhram Khaoyai Pomeloสมุทรสงคราม
ส้มโอทับทิมสยามปากพนังPakpanang Tabtim Siam Pomeloนครศรีธรรมราช
ส้มโอปูโกยะรังYarang Puko Pomeloปัตตานี
ส้มโอท่าขอยเมืองพิจิตรPomelo Thakhoi Mueang Phichitพิจิตร
สับปะรดศรีราชาSriracha Pineappleชลบุรี
สับปะรดภูแลเชียงรายChiang Rai Phulae Pineappleเชียงราย
สับปะรดนางแลNanglae Pineappleเชียงราย
สับปะรดภูเก็ตPhuket Pineappleภูเก็ต
สับปะรดห้วยมุ่นPineapple Hauymonอุตรดิตถ์
สับปะรดท่าอุเทนTha Uthen Pineappleนครพนม
สับปะรดบ้านคาBankha Pineappleราชบุรี
ลองกองตันหยงมัสLongkong Tanyougmatนราธิวาส
ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูนLamphun Golden Dried Longanลำพูน
มะขามหวานเพชรบูรณ์Phetchabun Sweet Tamarindเพชรบูรณ์
กระท้อนห่อบางกร่างKathon-Hor-Bangkrangนนทบุรี
ทุเรียนนนท์Nont Durianนนทบุรี
ทุเรียนป่าละอูDurian Pa La-Uประจวบคีรีขันธ์
ทุเรียนปราจีนDurian Prachinปราจีน
กล้วยหินบันนังสตาGluay Hin Bannang Sataยะลา
กล้วยเล็บมือนางชุมพรChumphon Ladyfinger Bananaชุมพร
ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงครามSamutsongkhram Kom Lycheeสมุทรสงคราม
ชมพู่เพชรPhet Rose Appleเพชรบุรี
ลิ้นจี่นครพนมNakhonphanom Lycheeลิ้นจี่
หมากเม่าสกลนครSakon Nakhon Mak Mao Berryสกลนคร
ส้มสีทองน่านNan Golden Orangeน่าน
มะพร้าวเกาะพะงันKoh Phangan Coconutสุราษฎร์ธานี
มะนาวเพชรบุรีPhetchaburi Limesเพชรบุรี
มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้าNam Dok Mai Khung Bang Kachao Mangoชลบุรี
มะยงชิดนครนายกMayongchid Nakhonnayokนครนายก
มะปรางหวานนครนายกMaprangwhan Nakhonnayokนครนายก
พริกบางช้างPhrik Bang Changสมุทรสงคราม
สับปะรดตราดสีทองTrat si thong Pineappleตราด
ลำใยเบี้ยวเขียวลำพูนLamphun Biaokhiao Longanลำพูน
ส้มโอหอมควนลังPomelo Hom Khuanlangสงขลา
กาแฟเทพเสด็จThepsadej Coffeeเชียงใหม่
มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีRatchaburi Aromatic Coconutราชบุรี
แห้วสุพรรณWater Chestnuts Suphan / Haew Suphanสุพรรณบุรี
กล้วยไข่กำแพงเพชรKamphaeng Phet Banana / Gluay kai Kamphaeng Phetกำแพงเพชร
ละมุดบ้านใหม่Banmai Sapodillaพระนครศรีอยุธยา
ส้มบางมดBang Mod Tengerineกรุงเทพ
ลิ้นจี่บางขุนเทียนBang Khun Thien Lycheeกรุงเทพ
ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์Uttaradit Long Lab – Lae Durianอุตรดิตถ์
กล้วยตากบางกระทุ่ม พิษณุโลกBangkrathum Phitsanulok Dried Bananaพิษณุโลก
กระท้อนตะลุงKra Thon Ta-Lungลพบุรี
มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วBanphaeo Aromatic Coconut / Mapraaonamhom Banphaeoสมุทรสาคร
เงาะโรงเรียนนาสารRongrien Nasan Rambutanสุราษฎร์ธานี
ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษLava Durian Sisaketศรีสะเกษ
ทุเรียนสาลิการพังงาDurian Salika Phangngaพังงา
มะม่วงยายกล่ำนนทบุรีYaiKlam Nonthaburi Mangoนนทบุรี
ลิ้นจี่แม่ใจพะเยาPhayao Lychee Mea Chaiพะเยา
มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้วNam Dok Mai Sakaeo Mangoสระแก้ว
จำปาดะสตูลSatun Champedakสตูล
สับปะรดทองระยองRayong Golden Pineappleระยอง

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทอาหารในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทอาหารในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้าชื่อสินค้าภาษาอังกฤษจังหวัด
หมูย่างเมืองตรังTrang Roast Porkตรัง
เนื้อโคขุนโพนยางคำPon Yang Khram Beefสกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, บึงกาฬ
กาแฟดอยตุงDoi Tung Coffeeเชียงราย
กาแฟดอยช้างDoi Chaang Coffeeเชียงราย
หอยนางรมสุราษฎร์ธานีSurat Thani Oysterสุราษฎร์ธานี
ไข่เค็มไชยาChaiya Salted Eggsสุราษฎร์ธานี
น้ำตาลโตนดเมืองเพชรPhetchaburi Toddy Palm Sugarเพชรบุรี
ขนมหม้อแกงเมืองเพชรPhetchaburi Custard Puddingเพชรบุรี
ชาเชียงรายChiang Rai Teaเชียงราย
ข้าวแต๋นลำปางLampang Khao Tanลำปาง
ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกรังอุทัยธานีPla Red Lumnam Saskae Krang Uthai Thaniอุทัยธานี
ปลากุเลาเค็มตากใบSalted fish Kulao Tak Baiนราธิวาส
น้ำหมากเม่าสกลนครSakon Nakhon Mak Mao Berry Juiceสกลนคร
กาแฟเขาทะลุKhaothalu Coffeeชุมพร
กางแฟดงมะไฟKafae Dong Ma Faiนครราชสีมา
ไวน์ที่ราบสูงภูเรือPhurua Plateau Wineเลย
ไวน์เขาใหญ่Khao Yai Wineนครราชสีมา
กาแฟวังน้ำเขียวGreenery Coffee Ozoneนครราชสีมา
ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุงTha Le Noi Phatthalung Fermented Catfishพัทลุง
กาแฟเมืองกระบี่Muang Krabi Coffeeกระบี่

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทข้าวในประเทศไทย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือ แบรนด์ของท้องถิ่น ประเภทข้าวในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย มีดังนี้

ชื่อสินค้าชื่อสินค้าภาษาอังกฤษจังหวัด
ข้าวหอมมะลิสุรินทร์Surin Hom Mali Riceสุรินทร์
ข้าวสังข์หยกเมืองพัทลุงSangyod Muang Phatthalung Riceพัทลุง
ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้Thung Kula Rong-Hai Thai Hom Mail Riceร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และ ยโสธร
ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปีSakon Dhavapi Haang Golden Aromatic Riceสกลนคร
ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้Jek Chuey Sao Hai Riceสระบุรี
ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์Kaowong Kalasin Sticky Riceกาฬสินธุ์
ข้าวเหลืองปะทิวชุมพรLeuang Patew Chumphon Riceชุมพร
ข้าวก่ำล้านนาKhao Kum Lannaเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน
ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์Rai Leum Pua Phetchabun Riceเพชรบูรณ์
ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีUbon Ratchathani Hommali Rice / Khao Hommali Ubonอุบลราชธานี
ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์Thoungsamrit Jasmine Rice / Khao Hommali Thoungsamritนครราชสีมา
ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายKhao Niew Khiaw Ngoo Chiang Raiเชียงราย

วิธีคำนวณ Cumulative Demand และ Continue Cumulative Demand ของการใช้งานไฟฟ้า

ค่า Cumulative Demand (CUM DM) หรือชื่อเต็มๆก็คือ Cumulative Maximum Demand โดย Cumulative Demand นั้นจะคิดจากการนำเอา Maximum Demand (MD หรือ MAX DM) แต่ละเดือนหรือแต่ละรอบบิลมาบวกสะสมกัน (ตามชื่อ Cumulative ที่แปลว่าการสะสมของค่า) ตามสูตรด้านล่าง

CUM DM = MAX DM เดือนปัจจุบัน + CUM DM เดือนที่ผ่านมาทั้งหมด

ตัวอย่างของการคำนวณ Cumulative Demand Active Power (kW) โดยสมมติให้ครบรอบบิลตอนสิ้นเดือน

เดือนค่า Maximum Demand (kW)ค่า Cumulative Demand (kW)
สิ้นเดือนมกราคม (เดือนแรก)1,3051,305 (1,305 + 0)

 

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์1,2532,558 (1,305+1,253)

 

สิ้นเดือนมีนาคม1,1453,703 (2,558+1,145)

 

สิ้นเดือนเมษายน1,5005,203 (3,703+1,500)

 

สิ้นเดือนพฤษภาคม1,6666,869 (2,645+1,666)

 

 

จะเห็นว่าในเดือนแรกค่า Maximum Demand และค่า Cumulative Demand จะมีค่าเท่ากัน (Cumulative Demand เดือนก่อนหน้านี้เป็น 0)

โดยค่า Max Demand จะมีการ Reset เริ่มใหม่ทุกเดือนส่วนค่า Cumulative Demand นั้นจะไม่มีการ Reset ในแต่ละเดือน ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า Cumulative Demand นั้นมีประโยชน์เพื่อที่จะนำเอาไว้เป็นตัวตรวจสอบและคำนวณค่า Max Demand ย้อนกลับได้

 

นอกจากค่า Cumulative Demand แล้วก็ยังมีอีกค่าหนึ่งที่ชื่อว่า Continue Cumulative Demand (CONT CUM DM) จะคิดได้จากการนำเอาค่า Cumulative Demand มาบวกกับค่า Maximum Demand ที่ยังไม่ได้ทำบิล ตามสูตรนี้

CONT CUM DM = MAX DM (ค่าปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้ทำบิล) + CUM DM เดือนที่ผ่านมาทั้งหมด

ตัวอย่างของการคำนวณ Continue Cumulative Demand Active Power (kW) โดยสมมติให้ครบรอบบิลตอนสิ้นเดือน

เดือนค่า Maximum Demand (kW)ค่า Cumulative Demand (kW)ค่า Continue Cumulative Demand (kW)
สิ้นเดือนมกราคม (เดือนแรก)1,3051,305

 

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์1,2532,558

 

สิ้นเดือนมีนาคม1,1453,703

 

สิ้นเดือนเมษายน1,5005,203

 

วันที่ 17 พฤษภาคม ( ยังไม่ครบเดือน)2,415 (ค่าปัจจุบันล่าสุดที่ยังไม่ครบเดือน)–       (ยังไม่มีเพราะยังไม่ครบเดือน)

 

2,645 (5,203+2415)

 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SAIFI และ SAIDI

การวัดประสิทธิ, ความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรของระบบไฟฟ้าเราสามารถมีวิธีการวัดที่นิยมกันอยู่ 2 ค่าตัวดัชนีขี้วัดความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้านั้นก็คือ SAIFI และ SAIDI

System Average Interruption Frequency Index (SAIFI) คือค่าดัชนีแสดงจำนวนครั้งไฟดับเฉลี่ยที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟ1 ราย ในช่วงระยะเวลาที่พิจารณาส่วนใหญ่คือ 1 ปี (อาจจะเป็นหน่วยเวลาอื่นก็ได้เช่นกัน เช่น 1 เดือน) โดยค่าดัชนีมีหน่วยเป็นครั้ง/ราย/ปี หรือพูดง่ายๆว่าไฟดับกี่ครั้งใน 1 ปี

System Average Interruption Duration Index (SAIDI) คือ ค่าดัชนีแสดงระยะเวลาไฟดับเฉลี่ยที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟ 1 ราย ในช่วงระยะเวลาที่พิจารณาส่วนใหญ่คือ 1 ปี (อาจจะเป็นหน่วยเวลาอื่นก็ได้เช่นกัน เช่น 1 เดือน) โดยค่าดัชนีมีหน่วยเป็นนาที/ราย/ปี หรือพูดง่ายๆว่าไฟดับนานเท่าไรใน 1 ปี

เราจะเห็นว่ายิ่งค่า SAIDI และ SAIDI น้อยก็จะยิ่งดีนั้นหมายความว่าไฟดับน้อยและเวลาไฟดับไม่ได้ใช้เวลานานมากนั้นหมายความว่าระบบไฟฟ้านั้นมีประสิทธิ มีความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรที่ดี

ตัวอย่าง SAIFI และ SAIDI ของการไฟฟ้านครหลวง MEA

ปี61 ไฟดับเหลือ 1.199 นาทีต่อปี


ปี61 จำนวนไฟดับเหลือ 31.754 ครั้งต่อปี

เราสามารถดูรายงานล่าสุดของ SAIDI และ SAIFI ของการไฟฟ้านครหลวง MEA ได้ที่นี้

https://www.mea.or.th/profile/122/307

ทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในเวทีต่างประเทศ

ทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศได้เริ่มตันขึ้นจากการวางระบบอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ คือ

  1. อนุสัญญาปารีส ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ค.ศ. 1883

PARIS CONVENTION FOR THE PROTECTION OF INDUSTRIAL PROPERTY

  1. อนุสัญญาเบอร์น ว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมค.ศ. 1886

BERNE CONVENTION FOR THE PROTECTION OF LITERARY AND ARTISTIC WORKS

และต่อมาได้มีการก่อตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการคุ้มครอง

ทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศต่างๆทั่วโลกผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ

ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาฉบับนี้

 

ความร่วมมือพหุภาคี (MULTILATERAL)

  1. องค์การการค้าโลก (WORLD TRADE ORGANIZATION: WTO)

– ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวน 164 ประเทศ

– ประเทศสมาชิก WTOจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงว่าด้วยการค้าเกี่ยวกับสิทธิ

ในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPS AGREEMENT ซึ่งมีมาตรฐานการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ทุกประเภทเช่นลิขสิทธิ์สิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และความลับทางการค้า เป็นตัน

 

  1. องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WORLD INTELLECTUAL PROPERTY ORGANIZATION: WIPO)

– WIPO ได้รับการสถาปนาเป็นหนึ่งในหน่วยงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ

และมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา

– สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา

1) สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PATENT COOPERATION TREATY: PCT)

2) สนธิสัญญาพิธีสารกรุงมาดริด (MADRID PROTOCOL)

3) สนธิสัญญาความตกลงกรุงเฮก (HAGUE AGREEMENT)

ความร่วมมือทวิภาคี (BILATERAL)

  • สหรัฐอเมริกา
  • สหภาพยุโรป
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลี
  • เวียดนาม
  • สปป. ลาว
  • กัมพูชา

ความร่วมมืออาเซียน (ASEAN)

การประชุมคณะทำงานความร่วมมือค้นทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN WORKING GROUP ON INTELLECTUAL PROPERTY COOPERATION: AWGIPC)

– แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนปี 2559-2568

 

ที่มาจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา

รถไฟฟ้า HEV, PHEV, BEV หรือ EV ย่อมาจากอะไร แตกต่างกันอย่างไรนะ

มีใครสงสัยกันไหมว่าคำย่อ HEV, PHEV, BEV หรือ EV ที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าพวกนี้มันหมายความว่าอะไรและมีความแตกต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อนว่าคำย่อแต่ละคำย่อมาจากอะไร
HEV ย่อมาจากคำว่า Hybrid electric vehicles
PHEV ย่อมาจากคำว่า Plug-in hybrid vehicles
BEV ย่อมาจากคำว่า Battery electric vehicles
EV ย่อมาจากคำว่า Electric vehicles

หลังจากเรารู้คำย่อแล้วก็มาดูว่าแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

โดยเริ่มจาก HEV หรือชื่อเต็มก็คือ Hybrid electric vehicles เป็นรถยนต์ที่มีการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะใช้เครื่องยนต์ที่เป็นน้ำมันเป็นหลัก โดยอาศัยการแปลงพลังงานจากการที่เราเบรครถมาเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเครื่องยนต์ในการประหยัดน้ำมัน

ตัวอย่างรถยนต์ HEV ก็คือ JAZZ Hybridge และ Camry Hybridge

PHEV หรือ Plug-in hybrid vehicles ก็เป็นรถที่มีลักษณะคล้ายกับแบบ HEV แต่มีการเพิ่มคำว่า Plug-in ขึ้นมา นั้นหมายความว่าสามารถนำปลั๊กเข้ามาชาร์จไฟฟ้าเข้าไปได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการชาร์จไฟฟ้าจากระบบการเบรกรถเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างรถยนต์ PHEV ก็คือ Toyota Prius รุ่น Plug-In Hybrid

ส่วน BEV Battery electric vehicles หรือบางครั้งเราก็เรียกสั้นๆว่า EV Electric vehicles ซึ่งเจ้า BEV นี้เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้า 100% ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเลย

ตัวอย่าง BEV หรือ EV ก็เช่น Tesla

และนี้ก็เป็นข้อแตกต่างของ HEV, PHEV, BEV และ EV ของรถยนต์แต่ละแบบนั้นเอง